Free Web Space | BlueHost Review  


DoGs

โปรแกรมในการจัดการด้านการป้องกันโรคในสุนัข | โรคและอาการป่วยของลูกสุนัข (ระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือน) |
โรคที่เกิดได้กับลูกสุนัขและสุนัขโต | โรคของสุนัขชรา | โรคของสุนัขท้องและสุนัขระหว่างเลี้ยงลูก |
โรคทางพันธุกรรมที่พบในสุนัขพันธุ์ต่างๆ
| การดูแลสัตว์ป่วย

โปรแกรมในการจัดการด้านการป้องกันโรคในสุนัข

อายุ 3วัน - 6 สัปดาห์ -ควรเริ่มถ่ายพยาธิลูกสุนัขเมื่ออายุ 4 สัปดาห์
-สุนัขพันธุ์ที่นิยมตัดหางควรตัดหางเมื่ออายุ 4 - 7วัน
-ตัดนิ้วติ่งเมื่ออายุ 3 วัน - 1 สัปดาห์
อายุ 7 - 9 สัปดาห์ -ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข และลำไส้อักเสบติดต่อ เข็มที่1 เมื่อสุนัขอายุได้ 8 สัปดาห์เป็นอย่างน้อย
-ควรตรวจสุขภาพทั่วๆไปตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิ
อายุ 10 สัปดาห์ -ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัขและลำไส้อักเสบติดต่อ เข็มที่ 2
อายุ 12 สัปดาห์ -ควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เข็มที่ 1
อายุ 10 - 12 สัปดาห์ -ตรวจอุจจาระซ้ำและถ่ายพยาธิ
-สุนัขบางพันธุ์ที่นิยมตัดหู เริ่มทำได้
อายุ 16 สัปดาห์ -ฉีดวัคซีนกระตุ้นป้องกันโรคลำไส้อักเสบติดต่อ
อายุ 6 เดือน -ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เข็มที่ 2
-ตรวจอุจจาระซ้ำ และถ่ายพยาธิ
1 ปีและปีต่อๆ ไป -ฉีดวัคซีนกระตุ้นป้องกันทุกโรค -ตรวจเลือดเพื่อดูพยาธิหนอนหัวใจทุกๆ 6 เดือน -ตรวจอุจจาระ และถ่ายพยาธิซ้ำทุกๆ 2 เดือน
*ถ้าเป็นสุนัขที่มีความเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้ให้ฉีดวัคซีนที่อายุ 6 สัปดาห์ด้วย

โรคและอาการป่วยของลูกสุนัข (ระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือน)
โรคและอาการป่วยของลูกสุนัขในระหว่างแรกเกิดถึงอายุ 4 เดือนที่พบบ่อย สามารถแบ่งได้ ดังนี้:
1. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infectious diseases)
2. โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-infectious disease)

1. โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ (Infectious disease)

1.1 โรคไข้หัดสุนัข (Canine Distemper)
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส อาการรุนแรงมากในลูกสุนัขแรกเกิด แต่ก็สามารถพบโรคได้ทุกช่วงอายุ โดยอาการอาจแสดงเพียงการหายใจลำบากและอาการปอดบวม แล้วตายอย่างรวดเร็ว ในลูกสุนัขที่มีอายุมากขึ้น อาจมีอาการไข้ขึ้นสูงและลดต่ำสลับกันไป นอกจากนี้ยังมีอาการท้องเสีย มีน้ำมูกข้น มีขี้ตาแฉะ เริ่มแรกอาจมีอาการไอ ต่อมาเกิดปอดบวม เบื่ออาหาร ซึม และพบตุ่มหนองที่บริเวณหน้าท้อง ระยะต่อมาจะแสดงอาการทางประสาทให้เห็น
การติดต่อ :- ทางการหายใจ และโดยการสัมผัสกับสิ่งขับถ่าย เช่น การกินสิ่งที่ติดเชื้อ น้ำมูก น้ำลาย ขี้ตา อุจจาระ และปัสสาวะ
การรักษา :- โรคนี้ไม่มีการรักษาโดยตรง แต่ควรป้องกันโดย
1. การเลี้ยงดูที่ถูกสุขลักษณะ และได้รับอาหารที่มีคุณค่า และการระวังการติดต่อจากตัวป่วย
2. ทำการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตามโปรแกรมที่กำหนดโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฉีดวัคซีนในแม่สุนัขโดยสม่ำเสมอ ซึ่งจะมีผลต่อการถ่ายทอดภูมิคุ้มกันโรคผ่านทางนมน้ำเหลืองได้
3. หากมีอาการที่ผิดปกติเกิดขึ้น ควรปรึกษาสัตวแพทย์

1.2 โรคตับอักเสบติดต่อในสุนัข (Infectious Canine Hepatitis)
เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส โรคนี้เป็นได้กับสุนัขทุกอายุ แต่ลูกสุนัขที่เกิดใหม่จะตายได้ทันที โดยไม่แสดงอาการเฉพาะโรคให้เห็น โดยปกติอาการที่เจ้าของจะพบคือ ลูกสุนัขจะออกไปซุกตายซอกตามมุมแล้วร้องครวญครางจนกระทั่งตาย
ในช่วงหย่านมและลูกสุนัขรุ่น(Young adult) มักแสดงอาการแบบรุนแรงมาก เนื่องจากเชื้อไวรัสจะทำลายผนังชั้นในของเส้นโลหิต ทำให้เกิดอาการเลือดออกทั่วไป จนอาจทำให้ถึงภาวะช็อคได้
อาการแรกของการป่วยจะมีไข้สูง เบื่ออาหาร ซึม ต่อมาไข้ลดลงแล้วก็มีไข้อีก นอกจากนี้ยังมีอาการที่เด่นชัดคือ การถ่ายเป็นเลือด (ปริมาณเลือดที่ออกอาจเปลี่ยนแปลงได้) เยื่อเมือกต่างๆซีด มีจุดเลือดออกตามตัว เลือดจะแข็งตัวยาก ในลูกสุนัขจะแสดงอาการปวดท้อง อุจจาระมีเลือดปน น้ำตาไหล เยื่อตาอักเสบและมีตาขุ่น ในช่วงท้ายๆของโรค
การติดต่อ :- ส่วนใหญ่ติดต่อทางการกิน น้ำลาย ปัสสาวะ และอุจจาระที่มีเชื้อ
การรักษา :- ไม่มีการรักษาโดยเฉพาะ
การป้องกัน :-
1. ควรจะป้องกันโรคโดยการฉีดวัคซีน
2. การดูแลเอาใจใส่ลูกสุนัข ให้อาหารที่สะอาด

1.3 โรคลำไส้อักเสบ (Canine Viral Enteritis)
โรคลำไส้อักเสบเป็นติดต่อร้ายแรงของสุนัข เกิดจากเชื้อไวรัส โดยมีการระบาดอย่างกว้างขวางเมื่อปีพ.ศ.2521 ลักษณะจำเพาะของโรค คือ มีไข้ และแสดงอาการอาเจียนและท้องร่วงอย่างรุนแรงมาก
อาการ :- สุนัขจะแสดงอาการฉับพลัน มีอาการซึม เบื่ออาหาร อุจจาระเหลว แล้วท้องร่วงอย่างรุนแรง อาการท้องร่วงอาจเกิดภายหลังการอาเจียนหรือเกิดพร้อมกัน การถ่ายอุจจาระจะถ่ายพุ่งรุนแรง ลักษณะของอุจจาระเป็นน้ำหรือน้ำปนเลือด อุจจาระมีกลิ่นเหม็นรุนแรง สุนัขจะมีอาการขาดน้ำอย่างรวดเร็ว และอาจตายได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ในลูกสุนัขโดยเฉพาะในลูกสุนัขที่อายุต่ำกว่า 12 สัปดาห์จะทำให้มีกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และทำให้ตายได้ทันทีโดยไม่แสดงอาการของลำไส้อักเสบ
การติดต่อ :- สามารถติดต่อได้จากการสัมผัส หรือการใกล้ชิดกับอุจจาระของสัตว์ที่ป่วย เพราะในอุจจาระจะมีเชื้อไวรัสปนเปื้อนออกมาได้เป็นจำนวนมาก และเชื้อนี้จะยังมีความคงทนที่จะอยู่ในอุจจาระได้เป็นเวลานาน และสามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมได้นานหลายเดือน
การรักษา :- เจ้าของควรพาสุนัขของท่านไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคลำไส้อักเสบ ตามโปรแกรมวัคซีนที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแม่สุนัข ซึ่งมีผลถ่ายทอดภูมิคุ้มกันโรคมาทางน้ำนมเหลืองแรกคลอด และถ้าหากสุนัขตัวใดมีอาการของโรคดังกล่าว ควรที่จะรีบพาไปปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อรักการรักษาที่เหมาะสมโดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันก็ต้องทำการฆ่าเชื้อบริเวณที่สุนัขอยู่ โดยใช้ความร้อนที่สูงกว่า 80 องศาเซลเซียส เป็นเวลานาน 15 นาที หรือน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เหมาะสม

2. โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ (Non-infectious disease)

2.1 โรคกระดูกอ่อน (Rickets)
เป็นโรคที่เกิดจากการขาดแคลนธาตุแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัส หรือมีระดับของแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส และวิตามินดีที่ไม่สมดุล หรือลดลงจากปกติ อันมีสาเหตุมาจากอาหาร หรือการที่ร่างกายไม่สามารถดูดซึมเอาแร่ธาตุที่ได้รับไปใช้ได้
อาการ :- จะมีการบิดโค้งของกระดูก เนื่องจากสารประกอบในกระดูกไม่เกิดการแข็งตัว ความแข็งแรงของกระดูกลดลงบิดโค้งออก โดยเฉพาะกระดูกขาหน้าส่วนปลาย ที่จะโค้งงอออกทางด้านข้างที่บริเวณข้อศอก และบิดเข้าด้านในบริเวณข้อเท้าขาหน้า
การป้องกัน :- ลูกสุนัขกำลังเจริญเติบโต มีความต้องการแคลเซี่ยม และฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงกว่าสุนัขโตเต็มที่ถึง 2 เท่า โดยปกติสุนัขที่โตเต็มที่ต้องการแคลเซี่ยม 120 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 ปอนด์/วัน สุนัขโตเต็มที่ต้องการฟอสฟอรัส 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 ปอนด์/วัน ร่วมกับการให้วิตามินดีขนาด 5 - 10 I.U./น้ำหนักตัว 1 ปอนด์ เพื่อช่วยให้การดูดซึมและการใช้แคลเซี่ยมดีขึ้น
2.2 Hypertrophic Osteodystrophy
เป็นโรคกระดูกที่พบมากในลูกสุนัขที่กำลังเจริญเติบโต มีอายุระหว่าง 4 - 8 เดือน โดยเฉพาะลูกสุนัขพันธุ์ใหญ่ สุนัขจะมีการบวมที่ส่วนปลายของกระดูก (Distal metaphyses of longbone) คลำดูจะพบว่าอุ่นและเจ็บปวดมาก จนทำให้สุนัขไม่อยากเคลื่อนไหว และพบว่ามีอาการไข้สูงเป็นครั้งคราว กระบวนการของโรคมักเกิดเป็นเวลานานและรุนแรง โรคจะทุเลาลง เมื่อลูกสุนัขโตเต็มที่ แต่ลักษณะความผิดปกติของกระดูกจะยังคงอยู่ต่อไป
2.3 โรคสะโพกลีบ (Hip Dysplasia)
เป็นโรคทางพันธุกรรม ซึ่งเกิดได้ในสุนัขพันธุ์ต่างๆได้แทบทุกพันธุ์ และพบมากในพันธุ์ Labrador retriever , Rottweiler , German shepherd , Boxer โดยเกิดได้ทั้งสองเพศ
อาการ :- อาการที่ปรากฎในลูกสุนัข หรือสุนัขรุ่นที่เป็นโรคสะโพกลียอย่างอ่อนจะไม่แสดงอาการให้เห็นชัดเจน การเติบโตอย่างรวดเร็ว ความอ้วน และการออกกำลังกายอย่างมากๆ จะทำให้แสดงอาการผิดปกติได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สุนัขที่เป็นจะเดินลำบาก เดินกระเผลก (Lameness) ข้อแข็งตึง (Stiffness) และมีความเจ็บปวด มักพบในช่วงอายุ 6 - 12 เดือน บางตัวจะแสดงอาการเดินปัดของส่วนท้ายของลำตัว และอาจไม่มีความเจ็บปวดในระยะแรก
การรักษา :-
1. ห้ามออกกำลังกายมาก
2. ห้ามเดินบนพื้นที่ลื่น
3. ให้ยาลดการอักเสบ และยาลดความเจ็บปวด
4. ให้อาหารทีมีคุณค่า และไม่ทำให้สุนัขอ้วนจนเกินไป
5. ในรายที่เป็นรุนแรงมาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อทำการผ่าตัดแก้ไข

โรคที่เกิดได้กับลูกสุนัขและสุนัขโต

1. โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)
โรคพิษสุนัขบ้าหรือโรคกลัวน้ำ เป็นโรคติดต่อร้ายแรงในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม ติดต่อถึงคนได้เนื่องจากการถูกสุนัขเป็นโรคกัด และจากแมงที่เป็นโรค
สาเหตุ :- เกิดจากเชื้อไวรัส มีระยะฟักตัวของโรคหลังจากได้รับเชื้อโรค 3 - 6 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบาดแผลที่ถูกสัตว์เป็นโรคกัด อยู่ใกล้สมองมากน้อยเพียงไร เมื่อคนหรือสัตว์ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด และไม่ได้รับการรักษาอย่างทันเวลา จนกระทั่งแสดงอาการเป็นโรคขึ้น จะไม่มีทางรักษา คนหรือสัตว์ที่แสดงอาการเป็นโรคจะตายภายใน 5 - 15 วันหลังจากแสดงอาการ
การติดต่อ :-
เชื้อไวรัสจะอยู่ในน้ำลายของสัตว์ป่วย ดังนั้นการติดโรคจึงเป็นไปได้ 3 ทาง คือ
1. ถูกสัตว์ที่เป็นโรคกัด
2. น้ำลายของสัตว์ที่เป็นโรค เข้าทางบาดแผล หรือสัมผัสกับเยื่อเมือก เช่น นัยน์ตา จมูก ปาก
3. ทางการหายใจ
อาการของโรคในสุนัข :- จะแสดงอาการ 2 ชนิด ดังนี้
1. ชนิดดุร้าย
2.ชนิดซึม
* ถ้าท่านถูกสุนัขที่สงสัยว่าจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด
1. รีบทำความสะอาดบาดแผล โดยใช้สบู่ และน้ำเช็ดที่แผล ใช้แอลกอฮอล์เช็ดแผล แล้วใส่ยาสำหรับรักษาแผลสด
2. ติดตามดูอาการ หรือกักขังสุนัขไว้ดูอาการอย่างน้อย 10 วัน ถ้ากักขังไม่ได้ให้กำจัดเสีย แล้วนำอวัยวะส่วนหัว ส่งตรวจเนื้อสมองต่อไป
3. ถ้าสุนัขตายในระยะดูอาการให้รีบตัดอวัยวะส่วนหัว และนำส่งตรวจเนื้อสมองโดยด่วน
4. ปรึกษาแพทย์ หรือสัตวแพทย์ทันที
*สถานที่ที่สามารถส่งตรวจเนื้อสมองได้
1. กรมปศุสัตว์ ถนนพญาไท
2. สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ถนนพระราม 4
3. ศูนย์วิจัยแพทย์ทหาร ถนนโยธี
4. สถาบันวิจัยไวรัส กรมวิทยาศาสตร์ สะพานดำ
การป้องกัน :-
1. นำสัตว์เลี้ยงไปรับการฉีดวัคซีนป้องกัน ตามคำแนะนำของสัตวแพทย ์
2. ถ้าสงสัยว่า สัตว์เลี้ยงเป็นโรคพิษสุนัขบ้า ให้กักขัง หรือล่ามโซ่ไว้ เพื่อดูอาการอย่างน้อย 10 วัน
3. ระวังอย่าให้สัตว์เลี้ยงกัด และระวังน้ำลายของสัตว์เลี้ยงไม่ให้ถูกบากแผล หรือสัมผัสกับเยื่อเมือก

2. โรคเลปโตสไปโรซีส (Leptospirosis)
โรคนี้เกิดเนื่องจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งเป็นได้กับสุนัขทุกอายุ โรคนี้สามารถติดต่อถึงคนได ้
อาการ :- สุนัขจะแสดงอาการหลังจากได้รับเชื้อภายใน 5 - 15 วัน จะมีไข้สูง ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน มีอาการหายใจติดขัด และกระหายน้ำ มีอาการตัวเหลือง ขาหลังมีอาการสั่นแข็งเกร็ง ไม่ยอมลุกเดิน เยื่อบุช่องปากอาจมีจุดเลือดออก หรือมีการลอกหลุด สัตว์ป่วยจะตายภายใน 5 - 10 วันหลังแสดงอาการ
ควบคุมและป้องกัน :- อย่าให้สุนัขของท่านคลุกคลีกับสัตว์ป่วย และควรนำสุนัขของท่านไปรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคเลปโตสไปโรซีส

3.โรคพยาธิหัวใจ
สาเหตุ :- เกิดจากพยาธิตัวกลมชนิดหนึ่ง ในระยะโตเต็มที่จะอาศัยอยู่ในหัวใจของสุนัข พยาธิตัวผู้และตัวเมียจะผสมพันธุ์กัน พยาธิตัวเมียจะอกลูกเป็นตัวอ่อนอยู่ในกระแสโลหิต มียุงเป็นพาหะ หรือเป็นตัวนำทำให้สุนัขตัวอื่นเป็นพยาธิหัวใจด้วย โดยการที่ยุงจะดูดเลือดจากสุนัขที่มีพยาธิ พยาธิตัวอ่อนจะถูกดูดปนไปกับโลหิต เมื่อยุงตัวนั้นไปดูดเลือดสุนัขตัวอื่น ก็ปล่อยพยาธิตัวอ่อนเข้ากระแสโลหิตของสุนัขตัวใหม่
อาการ :- ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำตามตัว ท้องมาน ปอดบวม อัมพาต หรือชักได้
วิธีป้องกัน :- ป้องกันไม่ให้ยุงกัดสุนัขของท่าน หรืออาจใช้ยาเพื่อป้องกันได้
วิธีรักษา :- ควรทำการปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษา

4. โรคพยาธิ
สาเหตุ :- เกิดจากพยาธิซึ่งอาศัยอยู่ในทางเดินอาหาร
อาการ :- ในลูกสุนัขจะรุนแรงกว่าสุนัขโต เช่น พยาธิอาจอุดตันลำไส้ พยาธิในระยะตัวอ่อนอาจไปอยู่ที่ท่อน้ำดี และต่อมาทำให้ท่อน้ำดีอุดตัน เกิดอาการดีซ่านได้ หรืออาจทำให้ชัก แต่โดยทั่วไป พยาธิไส้เดือนจะไปแย่งอาหารในลำไส้ ทำให้สุนัขผอมแห้ง เป็นโรคขาดสารอาหาร โลหิตจาง ท้องเสีย
วิธีรักษา :- ถ่ายพยาธิ เมื่อลูกสุนัขอายุ 2 สัปดาห์ ถ่ายครั้งที่ 2 เมื่อลูกสุนัข อายุ 1 เดือน และถ่ายครั้งที่ 3 เมื่อลูกสุนัขอายุ 3 เดือน

5.โรคขี้เรื้อนขุมขนของสุนัข (Demodecosis)
เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากการติดเชื้อขี้เรื้อนขุมขน ซึ่งการเกิดโรคจะเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ และมักเกิดรุนแรงในภาวะที่ภูมิคุ้มกันถูกกดลง สาเหตุ :- จากปรสิตชนิดหนึ่ง ชื่อ Demodex canis ซึ่งอยู่ในรูขุมขน พบได้ในสุนัขทุกตัว แต่ถ้าร่างกายไม่แข็งแรงจะแสดงอาการของโรคขึ้นมาได้
อาการ :- แบ่งได้ 2 แบบ คือ
1. โรคขี้เรื้อนขุมขนเฉพาะที่ ซึ่งพบเป็นหย่อมขนร่วงสีออกชมพูอ่อน อาจมีรังแคละเอียดสีเงินปกคลุมอยู่ ตำแหน่งที่พบบ่อย คือ ใบหน้า โดยเฉพาะรอบตา มุมปาก และแก้ม บริเวณอื่นๆ เช่น ขาหน้า ใกล้ข้อศอก โดยมักไม่พบตามลำตัวหรือขาหลัง อาจเกิดการคันหรือไม่ก็ได้ มักพบในลูกสุนัขอายุระหว่าง3 - 6เดือน
2. โรคขี้เรื้อนขุมขนทั่วตัว มักเกิดโรคแบบเฉพาะที่ก่อน แล้วขยายไปทั่วส่วนต่างๆทั่วตัว ซึ่งจะทำให้รูขุมขนอักเสบ สังเกตเห็นการอักเสบแดง และถ้าติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จะพบหนองและผิวหนังเห่อบวม มีน้ำเหลือง เลือด และหนองแฉะเยิ้ม มีกลิ่นเหม็น พบมากบริเวณส่วนหัวและคอ
การรักษา :- ซึ่งการรักษาโรคนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าของเป็นพิเศษ เนื่องจากเมื่อสุนัขเป็นแล้ว เจ้าของมักรังเกียจ เพราะเป็นโรคที่รักษาหายลำบาก และเสียค่าใช้จ่ายสูงถ้าหากเป็นมาก ควรปรึกษาสัตวแพทย์

โรคของสุนัขชรา

1. โรคไต (Kidney disease)
มักเป็นในสุนัขที่อายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป และจะตายเสียเป็นมาก นับว่าเป็นโรคที่สำคัญที่สุดในสุนัขแก่ โดยจะมีอาการอย่างเรื้อรัง ซึ่งจะมีอาการกระหายน้ำ ปัสสาวะมากขึ้น เบื่ออาหาร ซึม อ่อนเพลีย ปากมีกลิ่นเหม็น ตลอดจนมีอาการทางระบบประสาท
โรคนี้หากรีบรักษาเมื่อเป็นใหม่ๆ จะช่วยให้สุนัขชรามีชีวิตยืนนานต่อไปได้

2. โรคหัวใจ (Heart disease)
เป็นกับสุนัขอายุ 8 ปีขึ้นไป สำคัญรองจากโรคไต โดยจะมีอาการไอ ไม่ปกติสุข เหนื่อยง่าย (เวลาออกกำลัง) และหมดสติ สุนัขที่เป็นโรคนี้มักจะตาย

3. โรคท้องอืด (Bloat)
มักเกิดจากการกินอาหารหรือกินเนื้อมากเกินไป และออกกำลังน้อย จึงควรระวังในเรื่องการให้อาหาร เมื่อเกิดโรคนี้ขึ้นควรลดอาหาร ลดเนื้อ และเพิ่มการออกกำลัง

4. โรคขาดวิตามินซี (Scurvy)
สุนัขชรา มักพบปัญหานี้ เนื่องจากการสร้างวิตามินซีไม่เพียงพอ โดยจะมีอาการปวดกล้ามเนื้อเวลาเคลื่อนไหว ตัวแข็งเป็นพักๆ ทุกๆ 1 - 2 ชั่วโมง รักษาโดยการฉีดวิตามินซี จะช่วยให้หายเร็วขึ้น

5. โรคกระดูกงอกของข้อต่อกระดูกสันหลัง (Spondylosis)
เป็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น โดยเกิดกระดูกงอกขึ้นมาทางด้านล่างของกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นมานาน หากกรณีสุนัขได้รับกระทบกระแทกขึ้น เป็นผลให้มีการเจ็บปวดขึ้นเดินไม่ไหว การวินิจฉัยโรคนี้จากประวัติอาการร่วมกับการฉายเอ็กซเรย์

6. โรคเหงือกและฟัน
อาการที่แสดงออก เช่น เกาปาก ปากมีกลิ่นเหม็น เมื่อเปิดปากดูพบหินปูนเกาะ หรือลักษณะเหงือกบวมอักเสบ หากเป็นมากอาจใช้สำลีชุบดีกัวดินทา ซึ่งใช้ฆ่าเชื้อ หรือทำความสะอาดในช่องปาก หาเป็นมากควรปรึกษาสัตวแพทย์

โรคของสุนัขท้องและสุนัขระหว่างเลี้ยงลูก

1. การคลอดยาก
มักพบในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น พุดเดิ้ล เทอร์เรีย มินิเอเจอร์ เป็นต้น ซึ่งอาจมีสาเหตุจากตัวแม่ เช่น มีความผิดปกติของช่องเชิงกราน มดลูกเฉื่อย แม่สุนัขอายุมาก มดลูกบิด หรืออาจมีสาเหตุจากตัวลูกได้ เช่น ขนาดตัวที่ใหญ่เกินไป ท่าของตัวลูกผิดปกติ เป็นต้น
ปกติช่วงการคลอดของสุนัขมีอยู่ 3 ระยะ ซึ่งช่วงเวลาใกล้คลอดจะสังเกตได้ จากการที่แม่สุนัขปลีกตัว และทำรังคลอด
ระยะแรก แม่สุนัขจะกระสับกระส่าย ไม่กินอาหาร ตะกุยกรง หอบ อาเจียน มองท้องบ่อย ซึ่งกินเวลา 6 - 12 ชั่วโมง (สุนัขสาวอาจนานถึง 36 ชั่วโมง)
ระยะสอง แม่สุนัขจะเบ่งลูก ซึ่งพบว่ามีน้ำสีเขียวดำไหลออกมาก่อน แสดงว่ารกหลุดจากมดลูกแม่แล้ว ต้องทำการช่วยลูกตัวนั้น กินเวลา 3 - 6 ชั่วโมง (อาจถึง 12 ชั่วโมง)
ระยะสาม เป็นระยะขับลูกออกมาพร้อมรก จะกินเวลาประมาณ 5 - 15 นาที / 1 ตัวลูก
* หากเกิดมีปัญหา เจ้าของควรสังเกตอาการเหล่านี้ เพื่อเป็นประโยชน์กับสัตวแพทย์ผู้รักษา
- คลอดเมื่อไร เบ่งเมื่อไร เบ่งนานหรือยัง มีของเหลวสีเขียวดำออกมาจากปากช่องคลอดหรือยัง
- ออกลูกมาบ้างหรือยัง ลูกที่ออกมามีชีวิตรอดหรือไม่
- แม่มีพฤติกรรมกับลูกอย่างไรบ้าง กินลูก? เลียลูก?
- ลูกตัวสุดท้ายออกมานานเท่าไร
- กิน ดื่ม ปัสสาวะ อุจจาระปกติหรือไม่
การตั้งท้องเทียม อาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะแสดงอาการหรือพฤติกรรมคล้ายคลึงกับสุนัขที่ตั้งท้องจริงมาก แต่เมื่อครบกำหนดการคลอดจะไม่มีการคลอดลูก และเมื่อเอ็กซเรย์จะไม่พบตัวลูก

2. การชักเกร็งของแม่สุนัขหลังคลอดลูก
มักพบในแม่สุนัขพันธุ์เล็กที่มีลูกหลายตัว ลูกกินนมแม่ เนื่องจากช่วงตั้งท้อง แม่ได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณที่ต่ำ ทำให้ช่วงดูดนมระดับแคลเซี่ยมในกระแสเลือดของแม่ลดต่ำลง
อาการที่แสดงออก คือ กระสับกระส่าย ชักเกร็ง ตัวสั่น น้ำลายไหลมาก หายใจแรง อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ตามปลายขา ใบหูจะเย็น อาจถึงหมดสติ

โรคทางพันธุกรรมที่พบในสุนัขพันธุ์ต่างๆ

1. พันธุ์บ๊อกเซอร์ มีปัญหาทางระบบหายใจ และเกี่ยวกับฟัน เนื่องจากจมูกและขากรรไกรสั้น เป็นมะเร็งมากกว่าปกติ
2. พันธุ์เยอรมันเชพเพอด ตัวเล็กเนื่องจากต่อมใต้สมองทำงานไม่ได้ผล เป็นลมบ้าหมู โรคกระดูกสะโพกห่างกันมากกว่าปกติ
3. พันธุ์เกร็ทเดน อายุสั้น โรคกระดูก ข้ออักเสบ กระดูกขาโค้ง
4. พันธุ์คอลลี่ ขนยาวมากในบางชนิด เช่น เช็ทแลนด์ ชีพด๊อก ตาผิดปกติในแบบต่างๆ รวมถึงจอตามีขนาดเล็กลง
5. พันธุ์บาสเซท ฮาวด์ มีปัญหาที่ตา และขอบตา รวมถึงการเป็นต้อหิน เป็นข้ออักเสบ เนื่องจากขาโก่งและเท้าบิดหลังได้รับอันตรายได้ง่าย โรคข้อกระดูกสันหลัง หูมีปัญหาเนื่องจากหูยาวและหูตก
6. พันธุ์ค๊อกเกอร์ สเปเนียล มีขนตาภายในขอบตามากทำให้เจ็บตาบ่อย เป็นโรคหูเรื้องรัง เนื่องจากขนหูยาวและหูตก เป็นลมบ้าหมูมากกว่าพันธุ์อื่น
7. พันธุ์ปั๊ก ตาถลน โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคทางฟัน สาเหตุเนื่องจากจมูกสั้น
8. พันธุ์เชา-เชา ปัญหาของขอบตา ซึ่งออกม้วนเข้า หรือม้วนออกก็ได ้
9. พันธุ์ดัชชุนด์ ส่วนของหลังจะได้รับอันตรายได้ง่ายมาก เนื่องจากมีหลังที่ยาวกว่าปกติ กระดูกงอระหว่างกระดูกสันหลังเมื่ออายุมาก และปัญหาเกี่ยวกับข้อกระดูกสันหลัง
10. พันธุ์เทอร์เรีย หัวกระดูกต้นขาหลังตาย เนื่องจากไม่มีเลือดไปเลี้ยง
11. พันธุ์บลูด๊อกอังกฤษ ปัญหาระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากจมูกสั้น ปัญหาเกี่ยวกับฟัน เนื่องจากขากรรไกสั้น ขากรรไกรบนและล่างยื่นออกมา โรคทางผิวหนังเนื่องจากเชื้อแบคทีเรียอยู่ในรอยย่นของผิวหนัง มีปัญหาตอนคลอดลูก
12. พันธุ์ชิวาว่า ตาได้รับอันตรายง่าย เนื่องจากตาถลน ตั้งท้องยากเนื่องจากขนาดเล็ก การเจริญเติบโตไม่เต็มที่ยังคงเหลือให้เห็น เช่น ฟันน้ำนม รูเปิดของกะโหลกศีษระ ศีรษะโตเพราะมีน้ำอยู่ภายในมากกว่าปกติ
13. พันธุ์ปักกิ่ง ลูกตายื่นออกมามากเกินควร ทำให้กระจกตาแห้ง และได้รับอันตรายได้ง่าย โดยทางระบบทางเดินหายใจ เนื่องจากจมูกสั้น โรคเกี่ยวกับฟัน เนื่องจากขากรรไกรสั้น โรคตาอักเสบ เนื่องจากผิวหนังม้วนแล้วไปเสียดสีกับลูกตา
14. พันธุ์เซ็นท์ เบอร์นาร์ด ขอบตาเปลี่ยนรูป ทำให้ตาเจ็บและเยื่อตาขาวอักเสบ รูปร่างใหญ่เกินขนาด อาจทำให้ชีวิตสั้นลง กระดูกเจริญมากผิดปกติ ข้อกระดูกสะโพกเคลื่อน
15. พันธุ์พูเดิ้ล มีปัญหาด้านข้อสะบ้าเคลื่อน ทำให้เกิดความเจ็บปวดเมื่อเคลื่อนไหว

การดูแลสัตว์ป่วย

กระดูกหัก
เมื่อเกิดอุบัติเหตุสุนัขอาจเกิดกระดุกหัก ชนิดไม่มีแผลหรือชนิดมีแผล เช่น กระดูกขาหักแทงทะลุออกมาข้างนอก หรือกระดูกซี่โครงหักอาจทิ่มแทงอวัยวะภายในได้ ดังนั้น จึงควรทำการปฐมพยาบาลก่อนส่งสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันอันตรายที่เกิดจากกระดุกไปทิ่มอวัยวะต่าง ๆ เพิ่มขึ้น กระดูกหักมักเกิดกับส่วนของขาเป็นส่วนมาก ซึ่งต้องการวิธีปฐมพยาบาลที่ถูกต้องคือ เข้าเฝือก ในขั้นแรกต้องควบคุมให้สุนัขอยู่นิ่ง ๆ เพื่อลดอันตรายที่จะเพิ่มขึ้นจากกระดูกหัก และให้สุนัขได้รับความอบอุ่นเพื่อป้องกันการช็อก
ต่อจากนั้นให้ใช้วัสดุใกล้ตัว เช่นไม้ หนังสือพิมพ์ นำมาม้วนเป็นท่อนแข็งพอประมาณ นำมาดามกับส่วนขาที่หักแล้วใช้ผ้าหรือเทปกาวพันรัดเอาไว้มิให้หลุด ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดการขยับเขยื้อนของกระดุกส่วนที่หัก การพันเฝือกจะต้องไม่ให้บีบรัดเส้นเลือดจนไม่สามารถหมุนเวียนตามปกติ ซึ่งดูจากปลายเท้าที่บวมเพราะเลือดคั่งไม่สามารถไหลได้ เพื่อป้องกันการขยับของเฝือกควรพันเฝือกให้พันข้อกระดูกที่อยู่เหนือและใต้ตำแหน่งกระดูกที่หัก หากกระดูกที่หักทะลุแทงออกนอกเนื้อ ควรใช้ยาใส่แผลสดทาและใช้ผ้ากอซ สะอาดปิดแผลไว้ชั่วคราว พร้อมกับตามกระดูกที่หักตามแบบกระดูกงูธรรมดาที่สำคัญอย่าจัดกระดูกเข้าที่โดยไม่รู้วีธีทำ เพราะอาจเกิดผลร้ายมากกว่าผลดี ควรเป็นหน้าที่ของสัตวแพทย์เป็นผู้จัดการ

กินยาเบื่อ ยาพิษ
ยาเบื่อหรือยาพิษที่สุนัขกินเข้าไป มักจะเป็นโดยบังเอิญมากกว่าตั้งใจจะกิน บางครั้งก็ไปกินยาเบื่อหนูหรือยาฆ่าแมลงที่ซุกเอาไว้ สุนัขที่กินยาพิษจะมีอาการดังนี้ ตัวสั่น น้ำลายฟูมปาก อาเจียน แสดงอาการเจ็บปวดในท้อง ชัก ตัวเกร็ง ขาทั้งสี่เหยียดออก ยาพิษบางชนิดทำอันตรายต่อสุนัขช้ามาก เช่นสุนัขที่เลียและได้กินสีทางบ้านเข้าไปจะแสดงอาการเพียงทีละเล็กทีละน้อย จนถึงขนาดหนักไม่สามารถรักษาได้ สำหรับยาพิษพวกสตริกนินนั้นจะทำให้สุนัขที่กินไปตายทันที สุนัขได้รับอันตายจากพิษ ไม่ว่าจะเป็นพิษชนิดใดโดยปกติจะต้องรีบช่วยเหลือบรรเทาพิษร้ายทันที
ในระยะก่อนที่จะนำสุนัขไปพบแพทย์ ต้องพยายามทำให้สุนัขขจัดเศษยาเบื่อหรือยาพิษที่มีอยู่ โดยการทำให้อาเจียนออกมา เช่น การดูดซับพิษที่ยังหลงเหลืออยู่เพื่อไม่ให้ซึมเข้ากระแสโลหิตต่อไป โดยการใช้สารที่สามารถดูดซับพิษซึ่งหาได้ง่ายเช่น ถ่านหุงข้าว หรือไข่ขาว วิธีการทำให้ตำถ่านให้ละเอียด 5-6 ช้อนชา ผสมน้ำลงไปครึ่งถึง 1 ลิตร คนให้เข้ากันดีป้อนให้สุนัขกินจนหมด หากใช้ไข่ขาวสำหรับสุนัขเล็กให้ใช้ประมาณ 2 ฟอง สุนัขใหญ่ก็ราว 3-5 ฟอง หลังจากนั้นจึงนำสุนัขไปส่งสัตวแพทย์ ทางที่ดีถ้าเป็นไปได้ควรนำฉลากที่ติดตามกระป๋องมาด้วย จะช่วยใช้วินิจฉัยได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

ชักหรือกระตุก
อาการชักในสุนัขเป็นการแสดงออกซึ่งการขาดการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ หรือมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ไม่ว่าชักมากชักน้อยโดยไม่ถึงกับหมดความรู้สึก ลักษณะของการชักก็แตกต่างกันไป เช่น กล้ามเนื้อกระตุก ลักษณะของการชักก็แตกต่างกันไป เช่น กล้ามเนื้อกระตุกเป็นระยะ ๆ เหยียดเกร็งสี่ขา ตาเหลือก ลิ้นห้อย คอพับ ฯลฯ สาเหตุของการชักมีต่างกัน เช่น โรคลมบ้าหมู เนื่องจากมีความผิดปกติทางสมอง ขาดธาตุแคลเซียม หรือแคลเซียมในโลหิตต่ำลง ความกระทบกระเทือนในสมอง มีพยาธิในหู หรือกินสารพิษบางชนิดก็ทำให้เกิดอาการชักได้
เมื่อเห็นสุนัขมีอาการกระตุกหรือชัก ควรจับสุนัขไว้ อย่าให้ได้รับอันตรายแล้วนำไปไว้ในที่เงียบๆ พยายามควบคุมอย่าให้หัวของสุนัขไปฟาดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะขณะชักสุนัขจะไม่รู้สึกตัว ทรงตัวไม่อยู่และเหวี่ยงหัวไปมา หาทางใช้ผ้าม้วนเป็นก้อนยัดระหว่างฟันกรามเพื่อนป้องกันสุนัขกัดลิ้นตัวเอง แต่ต้องระวังสุนัขกัดมือด้วย ในระหว่างนี้อย่าป้อนยา น้ำ หรืออาหาร เพราะสุนัขอาจสำลักเอาเอาหารหลุดลงไปในหลอดลมอาจทำให้หายใจไม่ได้ การใช้น้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำเย็นจัดวางบนหัว ตามตัว และใช้มือบีบนวดที่หัวและคอจะทำให้อาการคลายลง ก่อนนำส่งแพทย์

ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน
อาการท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน เกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับสุนัขหนักเบาแตกต่างกัน ตั้งแต่นาน ๆ ครั้ง บ่อยครั้งขึ้น จนถึงไหลโจ๊กได้ตลอดเวลา บ้างก็ถ่ายเหลวเป็นน้ำ เป็นมูกเลือดหรือบางคราวก็เป็นเลือดสด ๆสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างไร ก็สุดแท้แต่ว่าสาเหตุของท้องเสีย ท้องร่วงท้องเดินเกิดมาจากอะไร เช่นการติดเชื้อ แบคทีเรียต่าง ๆ พวก อีโคไล,ไวรัส,โปรโตซัว, อะมีบา หรือแม้แต่สาเหตุที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ เช่น การเปลี่ยนอาหารทันทีทันใด เช่นจากอาหารธรรมชาติที่ปรุงขึ้นทุกวันเป็นอาหารกล่องหรืออาหารสำเร็จรูปมักจะทำให้เกิดการท้องเสียหรือถ่ายเหลวกว่าปกติ แม้แต่สุนัขเกิดความเครียดจากการถูกดุ ถูกทอดทิ้ง หรือทุบตี ก็ทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้
ถ้าสุนัขท้องเสียถ่ายผิดปกติหรือเหลวเป็นน้ำ โดยเริ่มแสดงอาการหรือไม่บ่อยครั้งนักให้งดน้ำและอาหารทันที จากนั้นให้กินน้ำผสมน้ำตาลหรือกลูโคส ตั้งให้กินหรือป้อนให้กินก็ได้ ถ้าร่างกายขาดน้ำมาก ๆ จนตาลึกโหล หนังหมดความยืดหยุ่น อาจช่วยโดยการป้อนน้ำผสมเกลือแร่เช่นเดียวกันที่ใช้ในเด็ก ให้กินทีละน้อย ๆ บ่อย ๆ ครั้งก็พอจะบรรเทาอาการลงได้ ควรให้สุนัขพักผ่อน งดการพาสุนัขออกกำลังหรือให้วิ่งเล่น เพราะจะทำให้เสียน้ำมาก ถ่ายเป็นน้ำหรือมีเลือดปนออกมาประกอบกับสภาพสุนัขอ่อนเปลี้ย ควรรีบพาไปหาหมอทันที อย่ารักษาเองเพราะอาจเป็นอันตรายได้ การสังเกตว่าสุนัขท้องเสียหรือไม่ดูตามนี้ อุจาระปกติควรมีลักษณะเป็นก้อนดี สีน้ำตาลอมเหลือง

แผลไหม้
แผลไหม้อาจเกิดจากไฟโดยตรงหรือไฟฟ้าหรือน้ำร้อนสิ่งแรกที่จะช่วยสุนัขที่เกิดแผลไหม้คือ รีบราดน้ำเย็นเพื่อล้างเอาสิ่งที่ทำให้เกิดแผลออกและป้องกันไม่ให้ความร้อนลามไปลึกถึงชั้นใต้ผิวหนังมากขึ้น ใช้ฟองน้ำชุบน้ำยาโซเดียมไบคาร์บอเนตเช็ดเบา ๆ ที่แผล แล้วใช้ผ้าพันแผลหรือผ้าชุบน้ำนี้ปิดบนแผลแล้วพันแผลหรือจะใช้น้ำมันหมู น้ำมันวาสลีน น้ำมันสน ทางแผล หลังจากใช้น้ำราดเอาสิ่งที่ทำให้เกิดแผลไหม้ออกแล้ว ถ้าสารเคมีที่ถูกตัวสุนัขเป็นกรดให้รีบล้างด้วยน้ำจากท่อยางรดต้นไม้ได้ก็ยิ่งดี และทาด้วยยาโซเดียมคาร์บอเนตผสมกับน้ำเล็กน้อยตามบริเวณที่ถูกน้ำกรด ถ้าสารเคมีที่จะทำให้เกิดแผลไหม้ด่างก็ให้ใช้กรดน้ำส้มผสมน้ำ ทางบริเวณที่ถูกน้ำด่างแล้วให้กินน้ำกรดส้มหรือน้ำมะนาว 1-2 ช้อนโต๊ะ ก่อนนำส่งสัตวแพทย ์

แพ้แดดและความร้อน
โรคเหล่านี้เกิดโดยอุบัติเหตุและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ได้เสมอ เช่น ขังสุนัขไว้ในรถยนต์ที่ตากแดดแล้วเปิดช่องกระจกไว้เพียงเล็กน้อยแล้วคิดว่าไม่เป็นไร แต่หาทราบว่ารถยนต์ที่ตากแดดโดยมีช่องระบายเล็กน้อยนั้นจะมีความร้อนพอ ๆ กับตู้อบทีเดียว ดังนั้นสุนัขจึงเป็นโรคแพ้ลมร้อนได้ หรือการนำสุนัขไปผูกไว้หรืออกกำลังกาย กลางแดด โดยเฉพาะในวันที่มีความชื้นในอากาศสูงเป็นเวลานานเกินไปก็จะเป็นโรคแพ้ลมแดดได้เช่นกัน อาการสุนัขที่เป็นโรคนี้คือ อ่อนเพลีย ตัวสั่น กล้ามเนื้อเกร็ง ตาค้าง อาเจียน หายใจเร็ว สิ้นสติ
การปฐมพยาบาล ขั้นแรกคือ ราดน้ำเย็นบนตัวสุนัขโดยด่วน หรือจับสุนัขแช่น้ำหรือน้ำแข็งก็ได้ให้โผล่แค่หัว แล้วนำน้ำแข็งประคบที่หัว และจะสวนน้ำเย็นเข้าทางทวารด้วยยิ่งดี หรือจะใช้พัดลมจากเครื่องทำความเย็นเป่าด้วยก็จะช่วยให้อาการดีขึ้น และในขณะที่ขับรถยนต์นำสุนัขไปหาสัตวแพทย์ ก็ควรเปิดกระจกให้ลมเย็นพัดถูกตัวสุนัขให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ไฟช็อต
ลูกสุนัขที่เลี้ยงบนบ้านมักจะไปกัดหรือแทะสายไฟฟ้า หรือปลั๊กไฟเล่นเสมอ กระแสไฟฟ้าจะทำให้สุนัขช็อกหมดความรู้สึกและปากไหม้ ผู้เลี้ยงที่จะช่วยสุนัขต้องระวังเพราะอาจเป็นอันตรายได้ ไม่ควรเผลอใช้ส่วนมือเข้าจับตัวลูกสุนัขออกมากระแสไฟฟ้าจะวิ่งเข้าสู่ตัวคนช่วยได้ ควรตั้งสติแล้วรีบตัดไฟในบ้านเสียก่อนจึงมาจับตัวสุนัขออกจากสายไฟ
จากนั้นให้ช่วยการหายใจ โดยจับลูกสุนัขอ้าปากดึงลิ้นออกมาใช้นิ้วล้วงเอาเสมหะหรือน้ำลายที่ขวางทางเดินหายใจที่อยู่ในลำคอออกมาให้มากที่สุด วางทั้งสองซ้อนกันกดลงบริเวณหัวใจซึ่งอยู่ใกล้ขาหน้า กดให้อากาศออกจากปอดประมาณ 2 วินาที แล้วคลายการกดช้า ๆ ให้อากาศเข้าไปในปอดประมาณ 2 วินาที หรือมากกว่า แล้วกดอีก ในสุนัขขนาดเล็กก็ให้กดประมาณ 30 ครั้งต่อนาที ขนาดปานกลาง 15 ครั้งต่อนาที ควรนับจำนวนการกดดัง ๆ จะได้ไม่ลืม ทำการกดซ้ำจนกระทั่งสุนัขหายใจเองได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงก็ได้ ถ้าสุนัขหัวใจหยุดเต้นแล้วและชีพจรหยุดแล้วก็คงช่วยโดยวิธีนี้ไม่ได้

มีไข้ตัวร้อน
กรณีที่สุนัขมีไข้ ตัวร้อนอาจจะเกิดขึ้นได้เมื่อใดก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน อาการความร้อนสูงคือ อุณหภูมิร่างกายสูงมากถึง 105 องศาฟาเรนไฮด์ หรือมากกว่านั้น ที่เห็นได้ชัด ๆ คือ อ่อนเพลีย เดินโซเซ อาเจียน หายใจลำบาก มีอาการชักแน่นิ่ง
การปฐมพยาบาลขั้นต้นควรพาสุนัขเข้ามาอยู่ในทีเย็น ๆ เช่น ห้องที่มีอากาศถ่ายเทดี หรือปรับอากาศ จากนั้นก็ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามตัวโดยเฉพาะขาด้านใน หน้าท้อง ขาทั้ง4 รวมไปถึงบริเวณหัว เพราะจะมีศูนย์ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายอยู่ อาจถุงพลาสติกใส่น้ำแข็งประคบที่หัว ที่ด้านในของขาหน้าใกล้กับตัวหรือที่ด้านในของสะโพกสุนัข ทำเช่นนี้จนอุณหภูมิของร่างกายลดลงหากไม่สำเร็จตัวสุนัขยังร้อนจัด อยู่ให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์ เพราะถ้าไข้สูงมากอาจทำให้เกิดอาการชักและเป็นอันตรายต่อสมองได้

แมลงสัตว์กัดต่อย
วันดีคืนดีสุนัขที่อยู่ในบ้านอาจถูกแมลงสัตว์กัดต่อย เช่น แมลงต่าง ๆ พวกผึ้ง แมงมุม แมงป่อง ตะขาบ ต่อ แตน ต่อยตามหนังหรือขา และบริเวณต่าง ๆ ที่มีขนบาง ๆ ได้ ถ้าสุนัขไม่แพ้ก็จะไม่มีอาการให้เห็นคือหายไปเอง แต่ถ้าสุนัขแพ้ก็จะเกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะสุนัขบางตัวซุกซนไล่กัดคางคกจึงถูกคางคกใช้ยางสีขาวที่หลั่งออกมาบริเวณหัวเป็นอาวุธทำให้สุนัขกิดอาการแพ้ ปวดอักแสบ เจ็บปวดรวดร้าว ถ้าเป็นถ้าเป็นที่หน้าหนังจะบวม ตาบวมปิด ถ้าแพ้มาก ๆ จะมีอาการกระสับกระส่าย ท้องร่วง อาเจียน และอาการที่เป็นอันตรายมาก คือ หายใจไม่ออกและปากปิดสนิท ซึ่งจะทำให้ช๊อกและตายได้
การปฐมพยาบาลทำได้โดยปลอบโยนสุนัขให้อยู่ในอาการสงบก่อน แม้จะไม่สงบที่สุดที่ลดลงบ้างก็ยังดี จากนั้นนั้นสังเกตดุว่ามีน้อยเขี้ยว รอยฟัน หรือบาดแผล อื่นใดบริเวณที่ที่บวมหรือสุนัขแสดงออาการเจ็บปวด ใช้น้ำเย็น ๆ ล้างบริเวณนั้นเพื่อล้างเอาและช่วยทำให้สังเกตเห็นความผิดปกติได้ถนัดชัดเจนขึ้น จะได้ใช้ยาให้ถูกต้องหรือบอกกล่าวหมอถูก
ในกรณีที่สุนัขถูกงูพิษกัด แผลที่ถูกกัดส่วนมากมักจะเป็นที่คอสุนัขให้เอาโซ่คอ ปลอกคอออกทันที อาการบวมจะเกิดเร็วมากหลังจากถูกงูกัด พอที่จะสันนิษฐานได้ เช่นว่า กรณีถูกงูพิษกัดจะจะมีรอยเขี้ยวถึง 2 รู หรือ 4 รู ให้เห็น ส่วนงูไม่มีพิษจะเห็นเพียงรอยฟันซี่เล็ก เห็นเป็นรอยซึมตามรอยผิวหนังเท่านั้น ถ้าพบว่ารอยแผลของงูพิษให้รีดเอาพิษออกจากบาดแผล รอยเขี้ยว แล้วขันชะเนาะ ในส่วนเหนือแผลขึ้นไป เพื่อป้องกันการเคลื่อนของพิษงูไปยังหัวใจ แต่ต้องปล่อยคลายทุก 15 นาที เป็นเวลา 30 วินาที จากนั้นจึงนำสุนัขไปพบแพทย์โดยเร็ว และพยายามให้สุนัขอยู่นิ่ง ๆ เท่าที่จะทำได้ พิษจะเคลื่อนที่ผ่านไปในกระแสโลหิตมากเมื่อมีการตกใจหรืออกแรงมาก เพราะฉะนั้นจึงควรให้เงียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากรู้ว่าเป็นงูชนิดใดจะดีมาก เพราะจะช่วยให้หมดเลือกเซรุ่มรักษาถูกต้องตรงกับงูชนิดนั้น ๆ ไม่แนะนำให้กรดแผลเพื่อรีดเอาพิษออก เพราะจะเป็นสาเหตุให้แผลติดเชื้อได้ง่าย

รถชน
สาเหตุฉุกเฉินที่พบได้บ่อยบนท้องถนนทั้งในเมืองและนอกเมือง รถที่ชนสุนัขมีตั้งแต่รถมอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง รถกระบะ รถบรรทุก ซึ่งทำให้บาดเจ็บมากน้อยลดหลั่นกันไปตามชนิดของรถ เช่น รถมอเตอร์ไชค์ที่มักเพียงชนแล้วเกิดบาดแผล ถลอกหรือช้ำ ส่วนรถยนต์ที่พบบ่อยคือ กระดูกหัก ขาหัก ถ้าโดนบริเวณช่วงท้องก็มักจะตับแตก มีเลือดตกภายในช่องท้อง เส้นโลหิตฝอยในช่องท้องแตก มีอาการไอเป็นเลือดสด ๆ หายใจลำบาก หรือกรณีที่ล้อรถทับไปบนขา มักทำให้กล้ามเนื้อแกขาด กระดูกแตก เหล่านี้เป็นต้น
การช่วยเหลือสุนัขที่ถูกรถชน สิ่งแรกที่ต้องนำสุนัขออกจากที่อันตรายทันที ถ้าสุนัขสลบให้อ้าปากเพื่อทำให้ทางอากาศโล่ง การหายใจดำเนินต่อไป ล้วงเอาของเหลวและสิ่งทีขับออกมาที่จะขวางกั้นทางเดินหายใจออก ทำที่คล้องปากและหัวสุนัข โดยอาศัยเชือกปรือผ้าเพื่อช่วยในการเคลื่อนย้ายปลอดภัย จากนั้นก็ให้ปฏิบัติตาหลักที่มีอยู่ในเรื่อง ต่าง ๆ ได้แก่ ทำให้สุนัขสงบ ห้ามเลือด หรือเข้าเฝือกชั่วคราวแล้วแต่กรณี ให้ความอบอุ่นแก่สุนัข และให้อยู่นิ่ง ๆ อย่าขยับเขยื้อนสุนัข โดยไม่จำเป็น และถ้าจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายให้ใช้เตียงหรือแคร่หรือไม้กระดานแข็งๆมารองไว้ หามด้วยความระมัดระวังแล้วนำส่งสัตวแพทย์โดยเร็ว

อาหารติดคอ
การให้สุนัขกินก้างปลา กระดูกไก่ กระดูกหมู เมื่อเคี้ยวกระดุกแตกแล้ว กระดุกจะแทงเหงือกและเสียบตามช่องฟัน กรามของสุนัข หรือขวางอยู่ระหว่างฟันบนทั้งสองข้างแนบติดกับเพดานปากหรือบางทีกระดูกก้างปลาอาจจะตำหรือติดคอสุนัขได้บ่อย ๆ ทำให้สุนัขดิ้นทุรนทุราย และใช้เท้าตะกุยตะกายปาก บางตัวตกใจมาก ตะกุยปากจนแกเลือดโชค การแก้ไขควรหาทางสงบสติอารมณ์ลดความตกใจของสุนัข อ้าปากค่อย ๆ ใช้นิ้วสอดเข้าไปในปากเขี่ยดูบริเวณเพดานปากหรือใช้คีมหยิบกระดูกหรือก้างปลาติดคอออก แต่ถ้าสุนัขไม่ยอมอยู่นิ่งและไม่ยอมให้จับปากก็ต้องนำไปหาหมอ หมอจะฉีดยากล่อมประสาทหรือถ้ารายที่เป็นรุนแรง อาจถึงวางยาสลบ จากนั้นก็คีบเอากระดูกออกมาจากปากได้อย่างง่ายดาย

ลูกตาทะลัก
มักเกิดจากการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะเช่น รถชน ทำให้ลูตาถลนออกมาข้างนอกเบ้าตา ควรใช้ผ้าชุบน้ำเย็นที่แน่ใจว่าสะอาดดีประคบรอบๆดวงตา ใช้ยาหลอดตาชนิด Ointment ป้ายตาไว้กันตาแห้ง อย่าทำการดันลูกตากลับด้วยตัวเองเป็นอันขาด แล้วนำส่งสัตวแพทย์ทันที

ข้อแนะนำในการช่วยเหลือสุนัข
1. เคลื่อนไหวตัวคุณเองอย่างช้าๆ และถ้าจำเป็นจะต้องพูดกับคนอื่นก็ควรใช้เสียงที่ค่อยๆ อย่าดังมาก
2. บังคับบริเวณส่วนลำคอของสุนัขด้วยเชือกหรือผ้าอย่างหลวมๆในบริเวณลำคอ เพื่อป้องกันการแว้งกัดของสุนัข อาจผูกมัดปากเสียเลย เพื่อป้องกันการกัดก็ได้ถ้าจำเป็นหรือว่าทำได้
3. การห้ามเลือด ถ้าไม่มากนักอาจใช้ผ้าก๊อซที่สะอาดและแห้งกดปากแผลให้แน่น หรือถ้าเลือดออกมากอาจจะต้องรัดบริเวณเหนือปากแผล
4. หาผ้าคลุมบริเวณลำตัวสุนัขเพื่อให้เกิดความอบอุ่น
5. โทรศัพท์หาสัตวแพทย์เพื่อขอคำแนะนำในขั้นตอนต่อไปถ้าสามารถทำได้

การเคลื่อนย้ายสุนัขบาดเจ็บ
1. คลี่ผ้าออกตามแนวยาวของกระดูกสันหลัง
2. ยกตัวสุนัขเบาๆ โดยช่วยรองบริเวณกระดูกสันหลังหรือลำตัว เพื่อมิให้เกิดการทำลายของกระดูกสันหลัง วางลงบนผ้าที่คลี่
3. ยกสุนัขเคลื่อนที่โดยจับที่ปลายของผ้าให้ตึง อย่าพยายามไปเคลื่อนไหวในส่วนของลำตัวสุนัขโดยไม่จำเป็นเพราะอาจกลายเป็นผลร้ายมากขึ้น