Free Web Space | BlueHost Review  


การขยายพันธุ์และการคุมกำเนิด | อาหารแมว | สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมว |
การฉีดวัคซีนและการดูแลรักษาสุขภาพของแมว | โรคที่สำคัญของเจ้าแมว

การขยายพันธุ์และการคุมกำเนิด

แมวตัวผู้
เมื่ออายุได้ 8หรือ 9เดือนจะเริ่มแสดงอาการกระตือรือร้นในเรื่องเพศ และน้ำเชื่อก็สามารถผสมติดได้ แต่ไม่ควรให้ผสมในระยะนี้ เพราะอายุยังน้อยเกินไป จะทำให้การเจริญเติบโตชะงัก ร่างกายทรุดโทรม ได้ลูกที่อ่อนแอ อายุที่เหมาะสมคือ 1ปี8เดือนขึ้นไป จะเห็นลูกอัณฑะลง อยู่ในถุงอย่างสมบูรณ์ชัดเจน และอวัยวะเพศผู้ในเปลือกหุ้มที่สะอาด ไม่มีเลือดหรือหนอง
แมวตัวเมีย
แมวตัวเมียเป็นสัดครั้งแรกเมื่ออายุ 7 เดือน แต่ไม่ควรทำการผสมพันธุ์ เนื่องจากระบบโครงสร้างการสืบพันธุ์ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ควรรอให้เต็มที่ก่อน โดยให้เป็นสัดครั้งที่2หรือ3ก่อน จึงค่อยทำการผสม โดยมากแมวตัวเมียเป็นสัดปีละ2ครั้ง

การคุมกำเนิดแมว
1. การคุมกำเนิดอย่างถาวร
จะทำการตอนแมวอย่างถาวร โดยการตัดอัณฑะ หรือมดลูกของแมวออก ซึ่งจะสามารถลดนิสัยการชอบเที่ยวเตร่ หรือความเกเรของแมวได้ การทำหมันแมวนั้นสามารถทำได้ตั้งแต่แมวตัวเมียอายุ5เดือน หรือก่อนแมวจะพร้อมที่จะมีลูกได้ แมวตัวผู้นั้นสามารถทำได้ตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน ส่วนแมวตัวเมียคลอดลูกแล้วสามารถทำได้เลย
2. การคุมกำเนิดชั่วคราว
จะใช้วิธีฉีดฮอร์โมนประเภทโปรเจสเตอโรน หรือเอสโตรเจน โดยโปรเจสเตอโรนเพื่อป้องกันการแสดงอาการเป็นสัด ข้อจำกัดคือ ปริมาณ ยาที่ใช้ และอาการข้างเคียง ถ้าใช้ไม่เหมาะสมจะเกิดผลเสีย ที่พบมากๆมี2ลักษณะคือ
- เกิดอาการอักเสบของผนังมดลูกและมีหนองขังภายในมดลูก
- ลูกตายในท้อง

อาหารแมว

หลักการให้อาหารแมว
1. อาหารแต่ละมื้อ ควรประกอบด้วย สารอาหารประเภทต่างๆ ครบถ้วนตามความต้องการของแมวในแต่ละช่วงอายุและพันธุ์
2. ให้กินเป็นเวลา แมวโตให้อาหารวันละ 2 ครั้ง ส่วนลูกแมวให้บ่อยขึ้น อาจให้วันละ 4 ครั้ง
3. ปริมาณอาหารที่ให้ ควรให้ครั้งละน้อยๆ แต่เพียงพอ ไม่ควรให้กินมากเกินไป ถ้าเห็นแมวกินอาหารแบบเล็มๆหมายความว่าควรลดจำนวนอาหารลง ดังนั้นจึงควรจำกัดปริมาณอาหารให้สมดุลกับความต้องการ ไม่มากไป หรือน้อยไป โดยการวัดผลจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในแต่ละสัปดาห์

ประเภทอาหาร
อาหารปรุงเอง จะต้องคำนึงถึงอัตราส่วนและปริมาณของสารอาหารให้ครบถ้วนตามความต้องการของแมว
อาหารสดผสมเสร็จ หาซื้อได้ตาม ซูปเปอร์มาร์เก็ต วิธีนี้ราคาถูก แต่อาหารสดเสียง่าย ต้องเก็บไว้ในช่องแช่แข็ง และต้องเสียเวลาทำให้สุก
อาหารสำเร็จรูปชนิดแห้งหรือเม็ด วิธีนี้แพง แต่ง่าย เมื่อกินไม่หมดก็เก็บไว้ในภาชนะปิดมิดชิดเพื่อป้องกันแมลงและเก็บกลิ่น อาหารสำเร็จรูปชนิดแห้งมีคุณค่าทางอาหารครบถ้วนตามความต้องการของแมว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องสัดส่วนของอาหาร
อาหารสำเร็จรูปชนิดกระป๋องเพียงอย่างเดียว วิธีนี้แพง แต่สะดวก แมวชอบกินมากเพราะรสชาติและกลิ่นดี
อาหารแห้งคลุกกับอาหารกระป๋อง แมวชอบกิน และเป็นวิธีที่ประหยัดกว่าให้อาหารแห้งเพียงอย่างเดียว
อาหารแห้งคลุกกับสิ่งอื่นๆ เช่น เติมนมหรือคลุกน้ำมัน แมวจะชอบและกินได้ง่าย

อาหารแมวกำพร้าแม่
กรณีที่แม่แมวตายสามารถให้ลูกแมวกินนมแม่แมวตัวอื่นได้ ในระยะ 2 สัปดาห์แรกต้องดูแลเป็นพิเศษ ควรเลี้ยงลูกแมวด้วยน้ำนมทดแทนน้ำนมแม่
นมที่ใช้ประกอบด้วยนมผงเลี้ยงทารกหรือนมวัวสดหรือนมข้น นำมาผสมในอัตราส่วน1:1 เติมไข่ดิบ 1 ฟอง น้ำตาลแล็กโทสโตสหรือกลูโคส 1/2 ช้อนชา แล้วหยดน้ำมันตับปลาและวิตามินรวมอย่างละ 2-3 หยดคนให้เข้ากัน บรรจุใส่ขวดนมเจาะรูหัวนม 2-3 รู เพื่อลูกแมวจะไม่ต้องใช้แรงมากในการดูด
เมื่อลูกแมวอายุ 3 สัปดาห์ ควรหัดให้กินอาหารจากช้อนก่อนแล้วเปลี่ยนเป็นจานอาหาร การดูแลลูกแมวที่ยังไม่หย่านมต้องดูแลอย้างใกล้ชิดความสะอาดและคุณภาพอาหารเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง
ข้อควรระวัง
ในการอุ้มลูกแมวดูดนมต้องจับลูกแมวนอนคว่ำอย่ายกหน้าแหงนสูงหรือนอนหงายท้องกินนม เพราะจะทำให้สำลัก น้ำนมตกลงไปปอดทำให้ปอดบวม ท่าทางถูกต้องคือ ให้แมวนั่งบนตักหรือบนโต๊ะ หลังจากลูกแมวอิ่มแล้ว ทำการลูบหลังเพื่อให้เรอออกมา

ตารางแสดงจำนวนครั้งที่ให้อาหารแมวต่อวัน

อายุแมว
จำนวนครั้งที่ให้อาหารต่อวัน
แรกเกิด-3 สัปดาห์
3-4 สัปดาห์
1-2.5 เดือน
2.5 - 6 เดือน
6 - 8 เดือน
8 เดือนขึ้นไป
แมวแก่
6 ครั้ง
5 ครั้ง
5 ครั้ง
4 ครั้ง
3 ครั้ง
2 ครั้ง
2 ครั้ง

ตารางแสดง การให้อาหารแมว

อายุ
น้ำหนักตัว
ปริมาณอาหารต่อวัน(กรัม)
แรกเกิด
5 สัปดาห ์
10 สัปดาห์
20 สัปดาห์
30 สัปดาห์
แมวตัวผู้
แมวท้อง
แมวให้นมลูก
แมวตัวผู้ตอน
แมวตัวเมียตอน
0.12 กก.
0.5 กก.
1.0 กก.
2.0 กก.
3.0 กก.
4.5 กก.
3.5 กก.
2.5 กก.
4.0 กก.
2.5 กก.
30 กรัม
85 กรัม
140 กรัม
175 กรัม
200 กรัม
240 กรัม
240 กรัม
415 กรัม
200 กรัม
140 กรัม


สารอาหารที่จำเป็นสำหรับแมว

โปรตีน
มีอยู่ในเนื้อสัตว์ เนื้อปลาและถั่วต่าง ๆ แมวนำประโยชน์ของโปรตีนแต่ละชนิดไปใช้ได้มากน้อยต่างกัน โปรตีนมีความสำคัญ ต่อแมวเกี่ยวกับการเจริญเติบโต การสร้างแอนติบอดีสำหรับป้องกันเชื้อโรค ซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำให้ขนงอก ตลอดจนสร้างเอนไซน์ต่าง ๆ เป็นต้น ลูกแมวที่กำลังเติบโตต้องการโปรตีนไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นตถ้าแมวได้รับอาหารที่มีโปรตีนต่ำกว่า 18 เปอร์เซ็นต์จะเบื่ออาหารง่าย
ไขมัน
แมวต้องการไขมันสำหรับกำลังงานหรือแคลอรี่ประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ไขมันให้กำลังงานมากกว่าคาร์โบไฮเดรต 2 เท่า และไขมันยังมีกรดไขมันซึ่งมีความสำคัญต่อโภชนาการและการ เจริญตามปกติของแมว แมวขาดกรดไขมันจะทำให้ผิวหนังแห้งและเจริญเติบโตช้า
ถ้ามีไม่เพียง พอก่อให้เกิดอาการของโรคขึ้น นอกจากนี้ไขมันยังให้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโตตลอดจนการต่อสู้ต่อความเครียด ความหนาว และถ้าขาดมากเกินไปอาจจะทำให้ตายได้
วิตามิน
วิตามิน หมายถึง สารจำนวนน้อยที่สำคัญต่อชีวิต ดังนั้นการให้วิตามินมากเกินไปจึงไม่จำเป็นและมีโทษด้วย วิตามินมีอยู่หลายชนิด ช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ อาหารแต่ละอย่างจะให้วิตามินแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน เช่น วิตามินเอ ช่วยในการต้านทานโรค มีในเนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง น้ำมันตับปลา วิตามินบี ควบคุมความสมบูรณ์ให้กับผิวหนัง ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย ป้องกันโรคทางประสาท มีในไข่แดง นม ตับ วิตามินซี ช่วยบำรุงรักษาผิวหนังและขน แก้โรคลักปิดลักเปิด มีในพืชผักผลไม้ วิตามินดี ช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของร่างกายและกระดูก มีในน้ำมันตับปลา วิตามินดีที่มีมากและเพียงพอจะช่วยทำให้ธาตุแคลเซียมหรือฟอสฟอรัสที่ไม่ได้อัตราส่วนนั้นถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น วิตามินอีมีความจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโต การสืบพันธุ์และการผลิตน้ำนม ดังนั้นจึงควรให้วิตามินเหล่านี้แก่แมว โดยเฉพาะลูกแมว
แร่ธาตุ
มีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ช่วยในการสร้างกระดูก ฟัน และเลือด ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ
อาหารแต่ละอย่างก็ให้แร่ธาตุแต่ละชนิดมากน้อยต่างกัน แร่ธาตุที่สำคัญ คือ แคลเซียมและฟอสฟอรัส เป็นแร่ธาตุที่ช่วยเสริมให้กระดูกแข็งแรง ถ้าขาดไปจะทำให้แมวเป็นโรคกระดูกอ่อนโค้งงอหักง่าย
คาร์โบไฮเดรต
แมวต้องการคาร์โบไฮเดรตซึ่งมีอยู่ในน้ำตาล แป้งและข้าวต่าง ๆ เพื่อเป็นกำลังในการเจริญเติบโต การผลิตน้ำนมและการทำงาน ความต้องการพลังงานของแมวขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแมว เช่น แมวที่เคลื่อนไหว ทำงาน วิ่งเล่น ย่อมต้องการพลังงานมากกว่าแมวที่นอนอยู่เฉยๆ น้ำ
แมวที่มีสุขภาพดีแข็งแรงจะกินน้ำน้อยกว่าสุนัขมาก ทั้งนี้อาจเป็นเพราะแมวมีกำเนิดมาจากทะเลทราย แมวบางตัวอาจไม่กินอาหารหรือน้ำได้นานนับเดือนได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ทางที่ดีแล้วเจ้าของควรจัดหาน้ำสะอาดทิ้งไว้ให้แมวกินได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะถ้าเลี้ยงแมวด้วยอาหารแห้ง รวมทั้งภาชนะที่ใส่อาหารต้องได้รับการทำความสะอาดเป็นประจำด้วย

การฉีดวัคซีนและการดูแลรักษาสุขภาพของแมว

ถึงแม้วัคซีนสามารถช่วยป้องกันแมวจากโรคติดเชื้อได้ แต่ท่านไม่ควรจะละเลยปัจจัยอื่นที่สำคัญพอ ๆ กัน ในการทำให้แมวของท่านมีสุขภาพดี
ได้แก่ เรื่องอาหาร และการควบคุมพยาธิ สัตวแพทย์จะเป็นผู้ช่วยเหลือให้ท่านมั่นใจว่าท่านได้ให้การเลี้ยงดู และป้องกันอย่างดีที่สุดแก่แมวที่ท่านรัก และให้ข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยให้แมวของท่านมีสุขภาพดี และยืนยาว โปรดระลึกไว้เสมอว่า แนวทางการป้องกันโรคเหล่านี้ในแมว ก็คือการนำแมวไปฉีดวัคซีนซึ่งได้ผลมากกว่า 90 % โอกาสจะเกิดโรคจะลดน้อยลงเหลือเพียง 5 - 10 %
หรือถ้าเกิดโรคก็จะไม่รุนแรงมากนัก แมวต้องพึ่งพาท่าน ท่านเป็นผู้เดียวที่สามารถให้การดูแลอย่างดีที่สุดแก่เขา
โปรดพาเขาไปพบสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

โปรแกรมการป้องกันโรค

3 - 4 สัปดาห์
- ตรวจสุขภาพทั่วไป ตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิ
8 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดแมว + โรคระบบหายใจ + โรคช่องปากและ ลิ้นอักเสบ
9-10 สัปดาห์
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ลิวคีเมีย
12 สัปดาห์




- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค พิษสุนัขบ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด + โรคระบบทางเดินหายใจ + โรคช่องปาก และลิ้นอักเสบ ครั้งที่ 2
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ลิวคีเมีย ครั้งที่ 2
- ตรวจอุจจาระและถ่ายพยาธิ
6 เดือน
- ทำหมันถาวร
***ทุก 6 เดือน



- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัด + โรคระบบทางเดินหายใจ + โรคช่องปาก และลิ้นอักเสบ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค ลิวคีเมีย
หมายเหตุ โปรแกรมอาจเปลี่ยนแปลงตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ของท่าน

โรคที่สำคัญของเจ้าแมว

โรคสำคัญที่พบได้บ่อยในแมวเลี้ยงทั่วไปสามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ตามกลุ่มอาการที่เกิดขึ้น คือ
1. กลุ่มโรคทางผิวหนังและช่องปาก
2. กลุ่มโรคทางระบบหายใจ
3 .กลุ่มโรคทางระบบทางเดินอาหาร
4. กลุ่มโรคทางระบบประสาท
5. กลุ่มโรคที่ก่อให้เกิดอาการได้หลายระบบ

โรค
สาเหตุ
การติดต่อ
อาการ
การดูแลและการป้องกัน
กลุ่มโรคทางผิวหนังและ
โรคในช่องปาก
1. ฝีหนองบน
ร่างกาย
มีเชื้อแบคทีเรียเข้าไป ในบาดแผล
ไม่ติดต่อกัน
พบบาดแผลที่มีลักษณะ
เป็นฝีหนอง
อยู่ตามผิวหนัง
1.นำเจ้าแมวไปพบ สัตวแพทย์เพื่อทำการรักษา 2.ถ้าพบว่าแมวได้รับบาดแผลควรรีบทำความ สะอาดบาดแผลให้ยาฆ่าเชื้อเข้าไป
ก่อนท ี่แผลจะติดเชื้อ
3.ไม่ควรปล่อยแมวออกไปเที่ยวนอกบ้าน
4.ทำหมันแมว
2.โรคแผลหลุม
ของริมฝีปาก
อาจเกิดจากเชื้อไวรัส
หรือระบบภูมิคุ้มกัน
-
พบลักษณะเป็นแผลหลุม
ที่ริมฝีปาก อาจพบแผลหลุมที่กระพุ้งแก้ม และส่วนอื่นของปากได้
รีบนำไปพบสัตวแพย์เพื่อทำการรักษา
3.โรคหมัดแมว
หมัดแมว
หมัดแมวกระโดด
จากตัวหนึ่ง
ไปยัง อีกตัวหนึ่ง
1.ผิวหนังอักเสบ แดงและคันมาก
2.แมวจะเกาอย่างรุนแรง
จนขนหลุดร่วง
และอาจพบตัวหมัดวิ่งอยู่
ตามบริเวณหลังคอ
และขาพับด้านใน
3.พบขี้หมัดที่มีลักษณะ
เป็นสีแดง บนกระดาษขาว
1.กำจัดหมัดแมวโดยใช้ยากำจัดหมัด
2.เมือเจ้าแมวเกิดอาการแพ้น้ำลายหมัด
ควรนำไปพบสัตวแพทย์
4.ไรหู
ไรหู
ติดต่อโดยตรง
1.ขี้หูแมวจะเป็นสีน้ำตาลเข้ม
2.แมวจะแสดงอาการคัน
มากบริเวณหู เกาหูบ่อย
จนบางครั้งเกิดแผล
และขนร่วงที่แก้ม
และใบหู
1.กำจัดไรหูโดยใช้น้ำยาล้างและเช็ดหู
2.ควรหมั่นเช็ดทำความสะอาดในรูห
ูและสังเกตความผิดปกติ
5.ราบนผิวหนัง
เชื้อรา
1.แมวสัมผัสแมว
2.ติดคนได้
ขนร่วงเป็นวงกลม
ขอบเขตชัดเจน
แมวจะคันและ
เลียจนลุกลาม
รีบนำไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับการรักษา
กลุ่มโรคในระบบทางเดินหายใจ
โรคหวัดแมว
เชื้อไวรัส
และเชื้อริคเก็ทเซีย
1.ทางการหายใจ
2.สัมผัมโดยตรง
1.น้ำลายไหล กินอาหารไม่ได้
2.พบแผลหลุมในปาก
3.ไอ จาม มีน้ำมูก ขี้ตาเกรอะกรัง
4.ตาอักเสบ จมูกอักเสบ
5.มีไข้ อ่อนเพลีย ซึม เบื่ออาหาร
1.พาแมวไปพบ สัตวแพทย์เพื่อทำการรักษา
2.ฉีดวัคซีนป้องกันเมื่ออายุครบ 9 เดือน
3.แยกแมวป่วยออกจากฝูง
4.ไม่ปล่อยเจ้าแมวออกไปเที่ยวนอกบ้าน
5.หากนำเจ้าแมวไปฝากเลี้ยงต้องแน่ใจว่าแมวมี
ภูมิป้องกันต่อโรคหวัดดีแล้ว
กลุ่มโรคระบบทางเดินอาหาร
1.ท้องเสีย
1.ความผิดปกติของระบบ
ทางเดินอาหาร
2.มีความผิดปกติของไต
3.การขาดน้ำย่อย lactase
4.การได้รับสารพิษต่างๆ
5.ติดเชื้อแบคทีเรีย
6.โรคต่างๆเช่น hyperthy roidism, FIV/FELV
7.ความผิดปกติของ ตับอ่อน
8.พยาธ ิ
9.เนื้องอก
1.การติดต่อโดยตรง 2.การติดต่อทางอ้อม
ถ่ายอุจจาระเหลว เละ
ถ่ายไม่เป็นก้อน
ถ่ายบ่อย อาจมีอาการปวดท้อง
ร่วมด้วย
มีไข้สูง อาเจียน
1.กรณีที่เจ้าแมวมีอาการท้องร่วงไม่รุนแรง
อาจรักษาเอง ที่บ้านได้ เช่น
เปลี่ยนอาหารหรืองดอาหาร (แต่ไม่ควรงดน้ำพร้อมกับป้อนยาเคลือบลำไส้ )
2.ถ่ายพยาธิ
3.หากเจ้าแมวมีอาการท้องเสียอย่างรุนแรง ควรนำไปพบสัตวแพทย์ทันที
การป้องกัน
1.อย่าให้อาหารรสจัดแก่เจ้าแมว
2.อย่าให้กระดูกหรือนมแก่แมวที่มีประวัติถ่ายเหลว
3.ถ่ายพยาธิแก่แมวตามระยะเวลาที่กำหนด
4.เก็บเศษขยะ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงให้มิดชิด
2.ก้อนขนใน
ทางเดินอาหาร
ขนของเจ้าแมวที่จับตัว เป็นก้อนขนาดใหญ่
ไม่ติดต่อ
ท้องผูก เบื่ออาหาร
พยายามอาเจียน
ท้องเสีย ซูบซีด ผอมลง
ให้สารหล่อลื่นเพื่อขับขนออกและ
หมั่นสังเกตการขับถ่าย การกินน้ำของเจ้าแมว
กรณีที่ก้อนขนใหญ่มากก็ต้องผ่าออก
3.โรคท้องผูก
มีสุขลักษณะการ
กินอาหาร
ที่ไม่ถูกต้อง เช่น
การกินน้ำน้อย หรือการกินอาหารที่มี โปรตีนมากเกินไป
ไม่ติดต่อ
แมวจะใช้ความพยายามในการ
เบ่งอุจจาระมาก
บางครั้งอาจพบว่า ลำไส้ใหญ่ปลิ้นทะลักออก
มาด้านนอก
1.หากเป็นมากควรนำไปพบสัตวแพทย์
2.อาจให้ยาหล่อลื่นสวนทวาร
3.หากเป็นมากๆก็จะต้องทำการผ่าตัด
เพื่อเอาอุจจาระออก
กลุ่มโรคทางระบบประสาท
โรคพิษสุนัขบ้า
เชื้อไวรัส
ทางน้ำลาย
กระสับกระส่าย แววตาเปลียนไป เลื่อนลอย เบื่ออาหาร ซึมหรือก้าวร้าวผิดปกติ
ขาหลังไม่มีแรง เป็นอัมพฤกษ์
อัมพาต อ่อนเพลีย
เสียการทรงตัว
น้ำลายเป็นฟอง
แมวมักตายภายใน 1 อาทิตย์หลังแสดงอาการ
1.ไม่มีการรักษา แมวที่เป็นโรคนี้มักตายทุกตัว
2.ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเมื่ออายุได้ 3 เดือนและกระตุ้นซ้ำทุกปี
กลุ่มโรคที่เกิดอาการได้หลายระบบ
1.หัดแมว
เชื้อไวรัส
หมัด อุจจาระ ปัสสาวะ หรือเศษอาหารที่แมว อาเจียนออกมา
มักเกิดโรคกับลูกแมว
ทำให้มีอาการรุนแรง ไข้สูง
เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ซึม
อาเจียน ท้องร่วง
บางครั้งมีเลือดปน
ขนติดกันเป็นก้อน
(แมวไม่เลียทำความสะอาดขน)
มีขี้มูกขี้ตา หายใจเสียงดัง
การรักษาทำได้เพียงให้ยาปฎิชีวนะ และให้สารน้ำเพื่อทดแทนการขาดน้ำ
การป้องกัน ควรนำแมวไปรับการฉีดวัคซีน
ป้องกันโรคหัด (ครั้งแรกเมื่ออายุ 9 อาทิตย์
ครั้งที่ 2 เมื่ออายุ 12-15 อาทิตย์และ
ฉีดซ้ำทุกปี ปีละครั้ง )
2.โรคลูคีเมีย
หรือมะเร็ง
เม็ดเลือดขาว
เชื้อไวรัส
1.การสัมผัสโดยตรงกับ
อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายของแมวป่วย 2.ผ่านทางรกจากแม่สู่ลูก 3.ผ่านทางพาหะต่างๆ
เช่น เหา หมัด ไร ยุง
1.อ้าปากหายใจ มีเสียงขณะ
หายใจ ไอ สำลัก
2.ท้องร่วง ท้องผูก
น้ำหนักตัวลดลง
3.ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นก้อนแข็ง
1.ยังไม่มีการรักษาที่ได้ผลนัก
2.นำเจ้าแมวป่วยมาพบสัตวแพทย์ทุกๆ
4-6 เดือน
3.หลีกเลี่ยงภาวะเครียดเพื่อพยุงให้
แมวป่วยมีชีวิตยืนยาวขึ้น
4.ควรให้อาหารคุณภาพดี และควรตรวจ
อุจจาระทุกๆ 6-12 เดือน
5.ควรทำหมันหรือคุมกำเนิดแมวป่วย
6.แยกแมวที่ติดเชื้อลูคีเมีย ออกจากแมวตัวอื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่เชื้อไวรัสไปยังแมวตัวอื่น และหลีกเลี่ยงการสัมผัสเชื้อโรคอื่นๆ
จากแมวที่อยู่รายรอบ
7.ไม่ควรปล่อยแมวออกไปเที่ยวนอกบ้าน
8. กรณีที่เลี้ยงแมวไว้หลายตัว แมวที่ได้มาใหม่ควรมีการตรวจสอบหาเชื้อลูคีเมีย และกักดูอาการก่อนนำเข้าบ้าน
9.ฉีดวัคซีนป้องกันโรคเป็นประจำทุกปี